วันนี้มอะไรบ้าง

วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2554

เสน่ห์ทะเลสตูล สงบ สะอาด บริสุทธิ์

สตูล...จังหวัดเล็ก ๆ ที่รวมไว้ซึ่งวิถีวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ชัดเจนของพี่น้องชาวไทยมุสลิม มีหมู่เกาะงดงามที่โด่งดังระดับประเทศ มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย ทั้งในด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และธรรมชาติ ด้วยความหลากหลายเช่นนี้ สตูล จึงนับได้ว่าเป็นเพชรอีกเม็ดหนึ่งของภาคใต้ฝั่งอันดามัน อันเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวโดยไม่เคยเสื่อมคลาย เพราะฉะนั้น วันนี้กระปุกดอทคอมจะพาเพื่อน ๆ ไปสัมผัสกับมนต์เสน่ห์ของท้องทะเลสตูลกันอีกครั้ง
สตูล

          เริ่มกันที่สถานที่ท่องเที่ยวชื่อก้องโลกอย่าง อุทยานแห่งชาติตะรุเตา เป็นอุทยานแห่งชาติทางทะเลแห่งแรกของประเทศไทย มีชื่อเสียงทางด้านประวัติศาสตร์และความสวยงามของธรรมชาติ ตั้งอยู่ในทะเลอันดามัน ห่างจากตัวเมืองสตูลประมาณ 40 กิโลเมตร และห่างจากฝั่งที่ท่าเรือปากบารา 22 กิโลเมตร ซึ่งได้รับยกย่องจากองค์การยูเนสโก ให้เป็นอุทยานมรดกแห่งอาเซียน (ASEAN Heritage Parks and Reserves) โดยสถานที่ท่องเที่ยวในเขตอุทยานแห่งชาติตะรุเตา เช่น เกาะตะรุเตา เกาะใหญ่ที่สุดของอุทยาน สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาที่มีสภาพเป็นป่าดิบชื้น ซึ่งยังมีพรรณไม้และสัตว์ป่าที่น่าสนใจจำนวนไม่น้อย นอกจากนี้ ยังมีอ่าวน้อยใหญ่ที่มีชายหาดสวยงามอยู่หลายแห่ง

          ทั้งนี้ เกาะตะรุเตา ยังมีประวัติศาสตร์ที่น่าจดจำ ในปี พ.ศ. 2479 รัฐบาลกำหนดให้เกาะแห่งนี้เป็นสถานที่จัดตั้งนิคมฝึกอาชีพ และเป็นสถานที่กักกันนักโทษ โดยมีการจัดสร้างอาคารที่ทำการ บ้านพักของผู้คุม เรือนนอนนักโทษ และโรงฝึกอาชีพขึ้น แต่ต่อมากรมราชทัณฑ์ได้ประกาศยกเลิกนิคมฝึกอาชีพตะรุเตา และหลังจากนั้นเกาะตะรุเตาก็ถูกทิ้งร้างเป็นเวลา 26 ปี จนกระทั่งวันที่ 19 เมษายน พ.ศ.2517 ได้ถูกประกาศจัดตั้งอุทยานแห่งชาติตะรุเตาขึ้น

สตูล

          อ่าวพันเตมะละกา มีชายหาดยาวขาวสะอาด เป็นที่ตั้งของที่ทำการอุทยานแห่งชาติตะรุเตา และศูนย์บริการนักท่องเที่ยวซึ่งส่วนหนึ่งจัดเป็นนิทรรศการเกี่ยวกับเรื่องของธรรมชาติและประวัติศาสตร์ของเกาะตะรุเตา อีกทั้งยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงาม และจากอ่าวพันเตมะละกา ยังสามารถเดินขึ้นไปยังจุดชมวิวผาโต๊ะบูได้อีกด้วย, อ่าวจาก เป็นอ่าวเล็ก ๆ ติดต่อกับอ่าวพันเตมะละกา บรรยากาศเงียบสงบ เหมาะต่อการพักผ่อน, อ่าวเมาะและ ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ 4 กิโลเมตร มีหาดทรายขาวสะอาด และดงมะพร้าวสวยงาม เงียบสงบ มีบังกะโลเหมาะสำหรับพักผ่อน เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว

          อ่าวสน ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ 8 กิโลเมตร เป็นอ่าวรูปโค้งที่มีหาดทรายสลับกับหาดหิน และเป็นที่วางไข่ของเต่าทะเล มีน้ำตกขนาดเล็กคือ น้ำตกลูดู และน้ำตกโละโป๊ะ เหมาะสำหรับเดินป่าศึกษาธรรมชาติ, อ่าวตะโละวาว อยู่ทิศตะวันออกของเกาะ เป็นจุดที่สามารถชมดวงอาทิตย์ขึ้นที่สวยงามอีกมุมหนึ่ง เป็นที่ตั้งของหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ ที่ ตต.1 (ตะโละวาว) พื้นที่ประวัติศาสตร์แห่งนี้เคยเป็นสถานที่ตั้งนิคมฝึกอาชีพสำหรับนักโทษกักกันและนักโทษอุกฉกรรจ์ ปัจจุบันทางอุทยานฯได้จำลองอาคารสถานที่ที่เคยอยู่ในนิคมฝึกอาชีพ เช่น บ้านพักของผู้คุม เรือนนอนของนักโทษ โรงฝึกอาชีพ หลุมศพ 700 ศพ ไว้ในบริเวณดังกล่าว

สตูล

          อ่าวตะโละอุดัง อยู่ทางทิศใต้ของเกาะ ห่างจากเกาะลังกาวี 8 กิโลเมตร จุดเด่นคือ มีหินซีกขนาดใหญ่ตั้งเด่นเป็นสัญลักษณ์ด้านหน้าอ่าว มีสะพานสำหรับเรือจอด และเป็นที่ตั้งของหน่วยพิทักษ์อุทยานฯที่ ตต.2 (ตะโละอุดัง) ในอดีตเคยเป็นที่กักกันนักโทษการเมือง กลุ่มนักโทษจากเหตุการณ์กบฏบวรเดช และกบฏนายสิบ, น้ำตกลูดู เป็นน้ำตกขนาดเล็กที่มีความสวยงาม อยู่ห่างจากอ่าวสนประมาณ 3 กิโลเมตร ซึ่งจากบริเวณอ่าวสนมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติไปยังน้ำตกลูดู

          ถ้ำจระเข้ เป็นถ้ำที่มีความลึกประมาณ 300 เมตร ภายในมีหินงอกหินย้อยสวยงามและมีลักษณะแตกต่างกันไป การเดินทางไปถ้ำจระเข้ต้องนั่งเรือหางยาวไปตามคลองพันเตมะละกา ซึ่งอุดมไปด้วยป่าชายเลนที่มีไม้โกงกางจำนวนมากตลอดสองฝั่งคลองโดยใช้เวลาล่องเรือประมาณ 20 นาที และใช้เวลาชมถ้ำประมาณหนึ่งชั่วโมง ติดต่อได้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวของอุทยานฯ  ผู้ที่จะเที่ยวชมภายในตัวถ้ำควรนำไฟฉายไปด้วย และจุดชมวิว "ผาโต๊ะบู" เป็นหน้าผาสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 60 เมตร เส้นทางเดินขึ้นไปตามแนวป่าดิบแล้ง ใช้เวลาเดินขึ้นจุดชมวิวประมาณ 20 นาที อยู่ด้านหลังที่ทำการอุทยานฯ เป็นจุดชมทิวทัศน์ของเกาะบริเวณชายหาด 

เกาะไข่

          จากนั้นไปเที่ยวต่อกันที่ เกาะไข่ เกาะเล็ก ๆ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเกาะตะรุเตาไปทางทิศตะวันตก ใช้เวลาเดินทางจากเกาะตะรุเตาประมาณ 40 นาที สิ่งที่มีชื่อเสียงบนเกาะไข่ ได้แก่ ซุ้มประตูหินธรรมชาติ ซึ่งมีความเชื่อว่าคู่รักคู่ใดได้ลอดซุ้มประตูหินนี้ จะสมหวังในความรัก และครองคู่กันอย่างมีความสุข มีลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง เหมือนดังป้ายที่จารึกไว้หน้าซุ้มประตูหิน นอกจากนี้ ทะเลรอบ ๆ เกาะไข่ยังมีแนวปะการังอยู่โดยทั่วไปด้วย

สตูล

          ตามด้วย หมู่เกาะอาดัง-ราวี ซึ่งอยู่ห่างจากเกาะตะรุเตาไปทางตะวันตกเฉียงใต้ 40 กิโลเมตร เป็นเกาะที่มีหาดทรายละเอียดสวยงาม รอบเกาะมีเกาะเล็ก ๆ หลายเกาะ ซึ่งเป็นเกาะที่เหมาะสำหรับการดำน้ำตื้น แถมยังมีน้ำตกที่มีน้ำไหลตลอดปี คือ น้ำตกโจรสลัด พร้อมชมวิวที่ "ผาชะโด" ซึ่งในอดีตเคยเป็นจุดสังเกตการณ์ของโจรสลัดเพื่อเข้าโจมตีเรือสินค้า ปัจจุบันเป็นจุดชมทิวทัศน์ที่สวยงาม ใช้เวลาเดินขึ้น 40 นาที บนผาชะโดเป็นลานโล่งมองลงไปจะเห็นทิวสนและแหลมทรายสีขาวของเกาะอาดัง เกาะหลีเป๊ะ และยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกอีกด้วย

เกาะราวี

เกาะราวี

          เกาะราวี เป็นที่ตั้งของหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติตะรุเตาที่ ต.ต. 6 (หาดทรายขาว) อยู่ห่างจากเกาะอาดังเพียง 1 กิโลเมตร มีพื้นที่ประมาณ 29 ตารางกิโลเมตร มีหาดทรายที่ขาว สวย สะอาด น้ำทะเลใส เงียบสงบ นักท่องเที่ยวนิยมแวะที่เกาะราวีเพื่อเล่นน้ำ ชมปะการังแต่เพียงอย่างเดียว เนื่องจากบนเกาะยังไม่มีบริการบ้านพัก

เกาะหินงาม

          ก่อนจะไปชมความงดงามของหินที่ เกาะหินงาม เกาะขนาดเล็กทางทิศใต้ของเกาะอาดัง ทั้งเกาะเต็มไปด้วยหินสีดำ กลมเกลี้ยง เนียนเรียบ ลวดลายสวยงาม ขนาดเล็กใหญ่แตกต่างกันไป และเมื่อไหร่ก็ตามที่คลื่นซัดซาดเข้าฝั่งกระทบ ก้อนหินจะเกิดเป็นมันวาววับ สว่างไสว งดงามจับตายิ่งนัก เล่ากันว่าหินทุกก้อนมีคำสาปของเจ้าพ่อตะรุเตา หากใครนำติดตัวไปจะเกิดแต่หายนะ, เกาะยาง แหล่งดำน้ำชมปะการังและฝูงปลาที่ยอดเยี่ยมที่สุดแห่งหนึ่ง ด้านหน้าเกาะมีหาดทรายขาวนวล น้ำทะเลสีสวย

สตูล

          เกาะดง เป็นเกาะใหญ่และมีเกาะบริวารเล็ก ๆ ทางทิศใต้อีก 6 เกาะ ภูมิประเทศบนเกาะส่วนใหญ่เป็นโขดหินและหน้าผาสูงชัน มีป่าที่สมบูรณ์ ส่วนเกาะบริวารที่รายรอบนั้นเป็นเกาะหินขนาดเล็ก เช่น เกาะหินซ้อน ซึ่งอยู่ห่างจากเกาะดงประมาณ 200  เมตร ลักษณะโดดเด่นคือ มีก้อนหินตั้งเป็นชั้น ๆ ด้านหน้าเกาะ มีแหล่งดำน้ำตื้นชมปะการังและฝูงปลาได้ 

สตูล


          รวมทั้ง เกาะรอกลอย ที่มีจุดเด่นคือ มีชายหาดทรายที่ขาวสะอาด มีลักษณะเป็นแหลมสามเหลี่ยมยื่นออกไปในทะเล มีโขดหินระเกะระกะที่หัวเกาะ เป็นจุดชมวิวที่สวยงาม สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของเกาะราวีที่ทอดตัวยาวอยู่ทางขวา

          ความงดงามของท้องทะเลสตูลยังไม่หมดเท่าั้นั้น เพราะยังมี เกาะหลีเป๊ะ ซึ่งตั้งอยู่ทางใต้ของเกาะอาดัง 2 กิโลเมตร มีชุมชนชาวเลอาศัยอยู่หลายครัวเรือน ส่วนใหญ่มีอาชีพทำการประมง ในวันขึ้น 13-15 ค่ำ เดือน 6 และเดือน 12 ตลอด 3 วัน 3 คืน ชาวบ้านทีมีเชื้อสายชาวเลจะร่วมกันจัดงานรื่นเริง และที่สำคัญที่สุดคือ ชาวบ้านจะช่วยกันต่อเรือด้วยไม้ระกำ และประกอบพิธีลอยเรือด้วยเป็นความเชื่อว่าเป็นการเสี่ยงทายโชคชะตาในการประกอบอาชีพประมง

เกาะหลีเป๊ะ

          โดยจุดเด่นของเกาะหลีเป๊ะ คือ ความเป็นธรรมชาติของปะการังรอบเกาะ มีเวิ้งอ่าวที่สวยงาม หาดทรายละเอียดนิ่มเหมือนแป้ง มีอ่าวที่สวยงามชื่อ "อ่าวพัทยา"และ "หาดชาวเล" มีลักษณะโค้งเว้า ทรายขาวละเอียด ซึ่งทั้งสองหาดนี้สามารถเดินถึงกันได้โดยใช้เวลาประมาณ 15 นาที และยังมีบริการบ้านพักของเอกชนคอยบริการนักท่องเที่ยวอีกด้วย นักท่องเที่ยวสามารถเช่าเรือไปยังเกาะต่าง ๆ ได้ในราคาลำละ 1,500-1,800 บาท นั่งได้ 8-9 คน โดยติดต่อกับทางรีสอร์ทที่มีบริการทัวร์

          หมู่เกาะสาหร่าย ห่างจากท่าเรือเจ๊ะบิลัง อำเภอเมือง ประมาณ 12 กิโลเมตร นั่งเรือ 2 ชั่วโมง หมู่เกาะสาหร่าย นี้มี 2 เกาะใกล้กัน ชาวเมืองเรียกเกาะยะระโตด และยะระโตดนุ้ย มีชายหาดโดยรอบเกาะ ใกล้เกาะยะระโตด มีเกาะหาดหอยงาม ซึ่งคลื่นซัดเปลือกหอยไปกองไว้เป็นเกาะ คล้ายสุสานหอย

เกาะลิดี

          เกาะลิดี อยู่ห่างจากที่ทำการฯ (อ่าวนุ่น) ประมาณ 5 กิโลเมตร และห่างจากท่าเรือปากบาราประมาณ 7 กิโลเมตร มีหน้าผาและถ้ำเป็นที่อาศัยของนกนางแอ่นเป็นจำนวนมาก เนื้อที่ประมาณ 10 ตารางกิโลเมตร มีหาดทรายขาวบริสุทธิ์ และมีเวิ้งอ่าวยื่นเข้าไปในตัวเกาะเป็นสระน้ำใสสะอาด เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบเล่นน้ำทะเล ปัจจุบันเกาะลิดีมีหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ มีบ้านพัก และบริเวณที่กางเต็นท์สำหรับนักท่องเที่ยว สามารถติดต่อเรือประมงได้จากที่ทำการอุทยานฯ โดยเสน่ห์ของเกาะลิดี อยู่ที่การเป็นเกาะคู่แฝดที่มีขนาดไล่เลี่ยกัน และมีเกาะน้อย ๆประมาณ 3-4 เกาะ เรียงรายอยู่ใกล้ ๆ มีถ้ำซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของนกนางแอ่น รอบด้านคือหาดทรายขาวบริสุทธิ์ และมีเวิ้งอ่าวยื่นไปในน้ำ

เกาะเขาใหญ่

          เกาะเขาใหญ่ อยู่ห่างจากท่าเรือปากบาราประมาณ 3 กิโลเมตร บนเกาะมีอ่าวชื่อนะปุลา จุดเด่นของเกาะเขาใหญ่ คือ ประติมากรรมธรรมชาติที่คล้ายกับปราสาทหิน มีสะพานธรรมชาติยื่นโค้งไปในทะเล ยามน้ำลดสามารถพายเรือลอดได้ นอกจากนี้ยังมีสถานที่เพาะเลี้ยงพันธุ์ปลาของประมงจังหวัดสตูล ตั้งอยู่ใกล้เกาะเขาใหญ่ซึ่งนักท่องเที่ยวนิยมแวะไปชมมากเช่นกัน

          แหลมตันหยงโป และ หาดทรายยาว ตั้งอยู่ทางปากอ่าวสตูล ไปตามทางหลวงหมายเลข 4051 ( เส้นทางไปท่าเรือเจ๊ะบิลัง) ประมาณ 7 กิโลเมตร จะมีทางแยกไปยังบ้านตันหยงโปอีกประมาณ 10 กิโลเมตร ลักษณะเป็นแหลมที่ยื่นล้ำไปในทะเลอันดามัน เป็นพื้นที่หมู่บ้านชาวประมง ชายหาดเต็มไปด้วยต้นมะพร้าวและบ้านเรือนชาวบ้าน จะพบเห็นสภาพชีวิตความเป็นอยู่โดยทั่วไปของชาวประมงและการตากของทะเลริมหาด การเดินทาง ไปตามทางหลวงหมายเลข 4051 (เส้นทางไปท่าเรือเจ๊ะบิลัง) ประมาณ 8 กิโลเมตร จะมีทางแยกซ้ายไปยังบ้านตันหยงโปอีกประมาณ 10 กิโลเมตร หรือนั่งเรือจากด่านศุลกากรเกาะนกหรือท่าเรือหลังตลาดสดสตูล ประมาณ 1 ชั่วโมง

สตูล

          หมู่เกาะบูโหลน อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา ประกอบด้วยเกาะต่าง ๆ  8 เกาะ ได้แก่ เกาะบูโหลนเล เกาะบูโหลนดอน เกาะบูโหลนไม้ไผ่ เกาะตงกู เกาะลามา เกาะอายำ กาะรังนก และเกาะลูกหิน โดยคำว่า บูโหลน เพี้ยนมาจากภาษามลายู "บูโละ" แปลว่า "ไม้ไผ่" เนื่องจากบนเกาะอุดมสมบูรณ์ด้วยไม้ไผ่ จึงเรียกชื่อเกาะตามพันธุ์ไม้  มีระยะห่างจากท่าเรือปากบาราประมาณ  22  กิโลเมตร การเดินทางไปเกาะบูโหลนจึงนิยมเดินทางจากท่าเรือปากบารา

          เกาะบูโหลนดอน เป็นเกาะใหญ่ ตั้งอยู่ด้านในมีภูเขาและพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นที่ราบมีชาวเลอาศัยอยู่ประมาณ  300 คน เป็นคนกลุ่มแรกที่เข้าไปจับจองเป็นที่อยู่ และทำมาหากินทางการประมงเป็นหลัก ทางการจัดตั้งโรงเรียนบ้านเกาะบูโหลนสำหรับลูกหลานชาวเลได้เรียนหนังสือ มีชายหาดอยู่ทั้งทางด้านเหนือและด้านใต้ ด้านเหนือคือแหลมสนที่มีหมู่สนขึ้นอยู่หนาแน่น มีหาดทรายขาวสะอาดตลอดแนว เอกชนเข้าไปปลูกสร้างรีสอร์ทสำหรับนักท่องเที่ยวกันมาก่อน ที่จะประกาศจัดตั้งเป็นอุทยาน ด้านใต้คืออ่าวมะม่วงซึ่งเป็นที่หลบภัยกำบังลมได้ดี และมักมีชาวประมงเรือเล็กมาอาศัยจอดเรือหาปลาอยู่มิได้ขาด 

สตูล

          ซึ่งสภาพธรรมชาติและทิวทัศน์ในห้วงทะเลรอบ ๆ เกาะแทบมิได้ผิดแผกไปจากเกาะอาดัง เกาะหลีเป๊ะ แต่กลับมีจุดเด่นกว่าในแง่ที่ใช้เวลาเดินทางน้อยกว่า สะดวกกว่า เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่จะไปพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของธรรมชาติ ทะเสสีใส หาดทรายขาวและปะการังที่สวยงาม อีกทั้งได้สัมผัสชีวิตที่เรียบง่ายของชาวเลกลุ่มหนึ่ง ซึ่งวิถีชีวิตอาจจะแตกต่างจากชาวเลที่เกาะหลีเป๊ะบ้างในบางแง่มุม เนื่องจากเกาะอยู่ใกล้กับแผ่นดินใหญ่มาก ชาวเลกลุ่มนี้ติดต่อกับโลกภายนอกได้สะดวกกว่า

          ปิดท้ายที่ หาดราไว ตั้งอยู่ในตำบลขอนคลาน อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา มีความยาวประมาณ 3,500 เมตร จัดเป็นหาดที่ยาวที่สุดของจังหวัดสตูล ด้านตะวันตกจะมองเห็นเกาะสุกรของอำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง ตลอดแนวชายหาดมีต้นสนขึ้นเรียงรายเป็นทิวแถว เหมาะสำหรับผู้รักธรรมชาติ

          ทั้งนี้ ฤดูกาลเที่ยวหมู่เกาะในสตูลคือช่วงเดือนพฤศจิกายน-เมษายน ซึ่งเป็นช่วงอับคลื่น อย่างไรก็ตาม ควรตรวจสอบสภาพอากาศอีกครั้งก่อนเดินทาง เพราะอาจมีมรสุมนอกฤดูพัดผ่านเข้ามา

เกาะหลีเป๊ะ

การเดินทาง

          สตูลอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 973 กิโลเมตร นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางสู่จังหวัดสตูลได้หลายวิธี ทั้งทางรถยนต์ส่วนตัว รถประจำทาง รถไฟ และเครื่องบิน

           โดยรถยนต์ : จากกรุงเทพฯ ไปสตูลโดยใช้ทางหลวงหมายเลข 4 (เพชรเกษม) ผ่านประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร จากนั้นจึงเข้าทางหลวงหมายเลข 41 ผ่านนครศรีธรรมราช พัทลุง แล้วใช้ทางหลวงหมายเลข 4 ไปสงขลา จากนั้นแยกขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 406 จนถึงสตูล ระยะทางประมาณ 973 กิโลเมตร

           โดยรถไฟ : สตูลไม่มีสถานีรถไฟ แต่สามารถเดินทางโดยรถไฟ ขบวนกรุงเทพฯ-ยะลา หรือกรุงเทพฯ-หาดใหญ่ ลงที่สถานีหาดใหญ่ จากนั้นจึงต่อรถแท็กซี่ รถตู้โดยสาร หรือรถโดยสารประจำทาง ไปยังจังหวัดสตูล ระยะทาง 97 กิโลเมตร สอบถามรายละเอียดที่สถานีขนส่งสตูล โทรศัพท์ 0 7471 1446 โดยมีรถไฟออกจากสถานีหัวลำโพงไปสถานีหาดใหญ่ทุกวัน สอบถามรายละเอียดได้ที่การรถไฟแห่งประเทศไทย โทรศัพท์ 1690 หรือ www.railway.co.th
           โดยรถประจำทาง : มีรถโดยสารธรรมดาและรถโดยสารปรับอากาศของบริษัท ขนส่ง จำกัด และของเอกชน ออกจากสถานีขนส่งสายใต้ ถนนบรมราชชนนี ไปสตูลทุกวัน วันละหลายเที่ยว ใช้เวลาเดินทางประมาณ 15 ชั่วโมง สอบถามรายละเอียดได้ที่บริษัท ขนส่ง จำกัด โทรศัพท์ 1490 หรือ www.transport.co.th

           โดยเครื่องบิน : ไม่มีเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ ต้องนั่งเครื่องบินไปลงที่หาดใหญ่ แล้วต่อรถแท็กซี่หรือรถโดยสารประจำทาง เข้าสู่ตัวเมืองสตูล ระยะทาง 97 กิโลเมตร ซึ่งสายการบินที่ให้บริการเส้นทางกรุงเทพฯ-หาดใหญ่ คือ การบินไทย โทรศัพท์ 0 2356 1111 หรือwww.thaiairways.com, ไทยแอร์เอเชีย โทรศัพท์ 0 2515 9999 หรือ www.airasia.com และ นกแอร์ โทรศัพท์ 1318, 0 2900 9955 หรือ www.nokair.com
ขอบคุณ

  และ สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสตูล

วังน้ำเขียว

เขาแผงม้า
เขาแผงม้า เคยเป็นป่าผืนเดียวกับเขาใหญ่ซึ่งเต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ สัตว์ป่านานาชนิดอาศัยอยู่อย่างชุกชุม เป็นต้นน้ำของลำห้วยหลายสาย ไหลรวมกันเป็น ลำพระเพลิง ก่อนลงสู่แม่น้ำมูล เป็นเส้นชีวิตหลัก ของผู้คนในแผ่นดินอีสาน ได้ใช้เป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ ในการดำรงชีพมาหลายชั่วคน แต่นโยบายการพัฒนาอย่างเร่งรีบ โดยขาดการวางแผน โดยรอบครอบ ก่อให้เกิดการตัดถนนสายต่างๆ ทะลุกลางป่าเทือกเขาพนมดงรัก การสัมปทานป่าไม้ ทำให้ชาวบ้านจาก ที่ต่างๆ อพยพเข้ามาบุกเบิก หักร้างถางพง ล่าสัตว์ ตัดต้นไม้ ถือครองที่ดิน ในบริเวณเขาแผงม้ามากขึ้นสำทับด้วยการ เน้น การปลูกพืชเศรษฐกิจราคาสูง แต่เพียงอย่างเดียว พื้นดินจึงเสื่อมสภาพลง ด้วยปุ๋ยเคมี ผืนป่าที่เคยอุดมสมบูรณ์ จึงกลายสภาพ เป็นภูเขาหัวโล้น ต้นน้ำที่เคยชุ่มฉ่ำ กลับแห้งผาก ประกอบกับทุ่งหญ้าที่ขึ้นปกคลุม กลายเป็น เชื้อเพลิงอย่างดี ในหน้าแล้ง ไฟป่าโหมไหม้ ทั้งกลางวัน และกลางคืน จนผู้คนขนานนาว่า "ภูเขาไฟ"

จาก "ภูเขาไฟ" กลายเป็น "ทุ่งความหวัง มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทยฯ เสนอตัวเขาร่วมโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ บริเวณเขาแผงม้า เนื้อที่ 5,000 ไร่ โดยมีระยะเวลาตั้งแต่ พ.ศ. 2537 และขยายเวลาต่อเนื่องถึง ปี พ.ศ. 2545 มูลนิธิฯ ยึดกระแสพระราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เป็นแนวทางในการปลูกป่า โดยคัดเลือกพันธุ์กล้าไม้ ที่มีสภาพแข็งแรง และมีขนาดโตพอ ไม่ปลูกเป็นแถวเป็นแนว แต่ให้ปลูกคละพันธุ์กันไป เริ่มจากบนเขา ลงสู่พื้นล่าง ไม่มีการเก็บริบสุมเผา ม่มีการตัดฟันไม้ท้องถิ่น ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง และสารเคมีหลังจากการดำเนินงานปลูกป่าอย่างต่อเนื่อง โดยร่วมมือ กับชาวบ้านในท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด ลดการล่าสัตว์ ตัดไม้ รวมทั้งการเฝ้าระวังป้องกันไฟป่า อย่างเข้มงวด ทำให้สภาพเขาแผงม้า เริ้มฟื้นตัวจากภูเขาหัวโล้น กลายเป็นพื้นที่สีเขียวชะอุ่มตลอดทั้งปีแน่นขนัดไปด้วย ชนิดและจำนวน ของต้นไม้ที่ปลูก และที่มีอยู่เดิม เขาแผงม้าคืนสู่สภาพ เป็นป่าต้นน้ำ ที่หล่อเลี้ยง ลำห้วยและ สายน้ำลำพระเพลิง สัตว์ป่าหลายชนิด ได้เข้ามาอยู่อาศัยหากิน เช่น หมูป่า เก้ง กวาง ชะมด อีเห็น เสือปลา หมี กระรอก กระต่าย เป็นต้น
การกลับมาของกระทิงที่เขาแผงม้า เป็นปรากฏการณ์สำคัญ ที่ยืนยันถึงการฟื้นตัวของสภาพป่าเขาแผงม้าคือ การกลับมาของฝูงกระทิงป่า 4-10 ตัว ในช่วงฤดูฝนของ ปีพ.ศ.2538 มูลนิธิฯ ได้เฝ้าติดตามกระทิงฝูงนี้อย่างใกล้ชิด ศึกษาเส้นทางสร้างแหล่งอาหาร พร้อมกับการวางแผนป้องกัน การไล่ล่ากระทิง อย่างเข้มงวด ทำให้ฝูงกระทิงรู้สึกปลอดภัย และใช้เป็นที่อยู่อาศัย มีการผสมพันธุ์ และออกลูกออกหลาน ใหม่ๆ ทุกปี ปัจจุบันคาดว่า มีกระทิงที่เขาแผงม้า ประมาณ 50 ตัว มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าฯ จึงมีความหวังว่าด้วยการ มีส่วนร่วมของทุกฝ่าย โดยเฉพาะชุมชนท้องถิ่น พื้นที่เขาแผงม้าจะได้รับการดูแลรักษาสภาพป่า ให้ฟื้นตัวอย่างถาวร สัตว์ป่า ได้รับการคุ้มครอง และเป็นแหล่งศึกษาธรรมชาติ สำหรับเยาวชนและผู้สนใจ ในงานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโดยทั่วไป
วันเวลาที่แนะนำในการดูกระทิง กระทิงเขาแผงม้าสามารถไปเที่ยวชมได้ทุกวันตลอดทั้งปี ช่วงเวลาที่กระทิงออกหากินมักเป็นในช่วงเช้า 06.00 น. และเย็น 18.00 น. ตามคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่

ไร่องุ่น วังน้ำเขียว
     ที่วังน้ำเขียว ขึ้นชื่อที่สุด ก็ต้องเป็น ไร่องุ่น และผลผลิตจากองุ่น น้ำองุ่น ลูกเกด ไวน์ ขนมจากองุ่น ฯลฯ ไร่องุ่นที่ขึ้นชื่อที่วังน้ำเขียว ได้แก่ ไร่องุ่น วิลเลจฟาร์ม ไร่ตะวันแก้ว ไร่องุ่นภูธาร
ไร่องุ่น วังน้ำเขียว

สวนหน้าวัวสุชาดา

     สวนหน้าวัวคุณสุชาดา ปลูกหน้าวัวหลากหลายสายพันธุ์จากประเทศเนเธอร์แลนด์ ทั้งดอกสีแดง สีขาว สีเขียว สีม่วง สีเขียวอ่อน นอกจากดอกหน้าวัว แล้วยังมี ไร่องุ่น ฟาร์มกล้วยไม้ ตะกูล แคทฯ และฟาแลน ออกดอกให้ชมอีกด้วย ข้างทางที่จอดรถมีร้านกาแฟ เก๋ไว้คอยบริการแขก อร่อยรึเปล่าผมไม่รุ้แฮะ ไม่ได้ชิม ตรงข้ามกับร้านกาแฟมีร้านขายของฝาก ไว้ติดไม้ติดมือไปด้วย จำพวก เหล้าไวน์ น้ำองุ่นแช่เย็น ลูกเกต ฯลฯ
ที่ตั้ง ตั้งอยู่บนเนื้อที่ประมาณ 90 ไร่ โดยมีแปลงองุ่นมากกว่า 10 ไร่ เลขที่ 116 ม. 4 บ้านเขาแผงม้า จากทางแยกขวามือ ตรงศาลเจ้าพ่อหลวงราช ประมาณ 4 กิโลเมตร แยกขวาเข้าทางวัดเขาแผงม้า สนใจเข้าชมติดต่อล่วงหน้าที่ คุณสุชาดา หล่อสกุลสินธ์ โทร. 081-652 5404 begin_of_the_skype_highlighting            081-652 5404      end_of_the_skype_highlighting,            081-823 9432      
สวนหน้าวัวสุชาดา

ทางสวนเคยได้รับรางวัลที่ 1 งานมหกรรมส่งเสริมการเกษตร ที่จัดโดยกรมส่งเสริมการเกษตรมาแล้วนอกจากดอกหน้าวัวแล้ว ในปัจจุบัน สวนแห่งนี้ยัง ผลิต องุ่นพันธุ์ดี  ทั้งชนิดมีเมล็ด และ ไม่มีเมล็ด ออกจำหน่าย และ ให้เยี่ยมชม อีกด้วย
บริการ ต้องการ เยี่ยมชม สามารถเข้าชม ระหว่าง 7.00 - 18.00 น.
ผลิตภัณฑ์ นอกจากจำหน่ายดอกหน้าวัวแล้ว ยังมีองุ่นสด และ กิ่งพันธุ์ จำหน่ายอีกด้วย  ผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อของที่นี่ คือ ดอกหน้าวัว ซึ่งเป็นหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ ได้รับรางวัล ของอำเภอวังน้ำเขียว
การเดินทาง การเดินทางสู่ อำเภอวังน้ำเขียว โดยรถยนต์สามารถมาได้ 2 ทาง คือ

 เส้นทางที่ 1 จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางองครักษ์-นครนายก-ปราจีนบุรี ระยะทางรวมประมาณ 200 กิโลเมตร ถึงสี่แยกกบินบุรีใหม่ ไปตามทางหลวงหมายเลข 304 (กบินทร์บุรี- วังน้ำเขียว - นครราชสีมา) อีกประมาณ 55 กิโเมตร ก็จะถึงตลาดศาลเจ้าพ่อ (ตลาด 79) อำเภอวังน้ำเขียว ขับขี่สะดวกสบายตลอดเส้นทาง

 เส้นทางที่ 2 จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางตามถนนหมายเลข 1 สายพหลโยธิน กรุงเทพฯ - สระบุรี แล้ว เลี้ยวขวา เข้าถนนหมายเลข 2 สายมิตรภาพ สระบุรี - นครราชสีมา และแยกขวาไปตามเส้นทางปักธงชัย - วังน้ำเขียว ตามถนนสาย 304 ระยะทาง 80 กิโลเมตร ที่ทำการของอำเภอ และ โรงพยาบาลวังน้ำเขียว เส้นทางสะดวกขับสบายตลอดเส้นทาง
 จากตลาดศาลเจ้าพ่อ เลี้ยวขวาเพื่อไปเขาแผงม้า ตรงทางแยกเข้าวัดเขาแผงม้า ก็จะเห็นไร่ อยู่ด้านขวา

น้ำตกสวนห้อม
น้ำตกสวนห้อม เป็นน้ำตกขนาดเล็ก อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน นักท่องเที่ยวสามารถไปดูนก แคมปิง หรือเล่นน้ำตกได้ การเดินทาง จากอำเภอเมืองนครราชสีมาใช้ทางหลวงหมาย 304 ถึงกิโลเมตรที่ 79 อยู่ฝั่งซ้ายมือติดกับตลาด เลี้ยวซ้าย ผ่านชุมชนจากนั้น จะเป็นทางลูกรังประมาณ 600 เมตร บริเวณทางเข้าน้ำตกมีบ้านพักรับรอง และสถานที่กางเต็นท์
น้ำตกจะมีน้ำมากในช่วงหน้าฝน ระหว่าง เดือนกรกฎาคม-เดือนตุลาคม ทางไปน้ำตกจะใช้เส้นทางเดียวกับการไปน้ำตกห้วยใหญ่ แยกซ้ายเข้าซอยเทศบาล 4 ที่บริเวณตลาดสดศาลเจ้าพ่อ (ตลาด 79) แต่รถที่ใช้ควรเป็นรถขับเคลื่อน 4 ล้อ จึงจะเหมาะสมต่อการเดินทาง
น้ำตกสวนห้อม

ฟาร์มเห็ดบ้านบุไทร
ศูนย์สาธิตปลูกและแปรรูปเห็ดหอมบ้านบุไทร อยู่ที่หมู่ ๔  บ้านบุไทร ตำบลไทยสามัคคี ชมเทคนิคด้านการเกษตรที่ผลิตโดย ภูมิปัญญาชาวบ้านและเจาะลึกกรรมวิธีแปรรูปเห็ดหอม ให้เป็นสินค้าสารพัดพร้อมเลือกซื้อเห็ดสดและเห็ดแปรรูป
ฟาร์มเห็ดหอม เห็ดหลินจือ
เห็ดหอม เป็นเห็ดเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูง แต่เพาะเลี้ยงได้เฉพาะเขตที่มีอากาศหนาวเย็นเท่านั้น แต่ด้วยผลงานการวิจัยของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ธวัชชัย ทีฆชุณหเถียร จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ที่ได้พบเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการเพาะเห็ดหอมในพื้นที่ไม่หนาวเย็น รวมถึงการพัฒนาสายพันธุ์ทนร้อนที่กระตุ้นให้ออกดอกได้ง่าย การจัดการความชื้นในก้อนเห็ดเลียนแบบธรรมชาติ การกระตุ้นการออกดอกด้วยความเย็น 10 องศาเซลเซียส เป็นต้น และได้นำเทคโนโลยีดังกล่าวไปทดสอบการผลิตในลักษณะธุรกิจในระดับเกษตรกร ณ บ้านสุขสมบูรณ์ ต.ไทยสามัคคี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา เมื่อปี             2542-2543       ปรากฏว่าได้ผลดี
ฟาร์มเห็ดบ้านบุไทร

สวนผักปลอดสารพิษลุงไกร
สวนผักปลอดสารพิษ ก่อตั้งจากกลุ่มส่งเสริมกสิกรรมไร้สารพิษ "วังน้ำเขียว" เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2541 จากการรวมตัวกันของเกษตรกรอำเภอวังน้ำเขียว ที่ได้รับผลกระทบจากการเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจ เมื่อปี 2540 และเล็งเห็นถึงโทษร้ายของสารเคมีที่ตกค้างจากการทำเกษตร ซึ่งมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อตนเอง ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอวังน้ำเขียว ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำสำคัญ 3 สาย ได้แก่ ลำพระเพลิง ลำมูลบน และลำเชียงสา แต่หากปรากฏว่ามีการใช้สารเคมี และดำเนินกิจกรรมโดยประชาชนมีส่วนร่วม และพึ่งพาตนเองตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับไว้ในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2541 ปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 600 คน และได้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นสหกรณ์การเกษตร ชื่อ สหกรณ์กสิกรรมไร้สารพิษในเขตปฏิรูปที่ดินอำเภอวังน้ำเขียว จำกัด กิจกรรมได้พัฒนาและประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง ผลผลิตผักไร้สารพิษ ได้รับการเสนอให้เข้าอยู่ในโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ความสำเร็จที่เกิดขึ้นถูกรวบรวมลงในหนังสือครบรอบ 20 ปี กปร. มีเกษตรกรและผู้ที่สนใจมาศึกษาดูงานและชมการสาธิตฝึกอบรมเป็นจำนวนมาก ได้รับการขานชื่อเป็นครั้งแรกว่า "ศูนย์ศึกษาการพัฒนาของชาวบ้าน" ในบทความหนังสือมูลนิธิชัยพัฒนา ฉบับเดือนเมษายน 2544 กิจกรรมได้รับความร่วมมือ และสนับสนุนจากหลายหน่วยงานเป็นลักษณะ "พหุภาคี" ภายใต้การดำเนินงานของชาวบ้านในชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ฯ.
สวนผักลุงไกร (ศิลปินนักร้อง เสื้อเหลืองหมวกแดง)
อารมณ์ดี เล่นกีต้า ร้องเพลงให้ผักฟัง ผักปลอดสารพิษ และสวนของลุงไกร ถือได้ว่าดังระดับ อำเภอไปซะแล้ว...นักท่องเที่ยวนิยมมาแวะซื้อ ผลิตภัณฑ์ของแก่ก่อนกลับ
สวนผักปลอดสารพิษลุงไกร

อุทยานแห่งชาติทับลาน
 
ทับลาน ตั้งอยู่ที่ตำบลบุพราหมณ์ อำเภอนาดี การเดินทางจากทางหลวงหมายเลข 33 ถึงอำเภอกบินทร์บุรี เลี้ยวซ้ายไปตามทางหลวงหมายเลข 304 ระยะทางประมาณ 32 กม. อุทยานแห่งชาติทับลาน มีพื้นที่อยู่ในเขตจังหวัดปราจีนบุรีและนครราชสีมา มีเนื้อที่ประมาณ 2,240 ตร.กม. หรือ 1,400,000 ไร่ นับเป็นป่าลานที่ขึ้นเองตามธรรมชาติแห่งสุดท้ายของประเทศไทย เป็นพันธุ์ไม้ ดึกดำบรรพ์ตระกูลปาล์มที่หายาก จะออกดอกเมื่อต้นมีอายุ 20 ปีขึ้นไป
ช่วงฤดูออกดอกในราวเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน ดอกมีสีเหลืองสดสวยงามมาก หลังออกดอกแล้วต้นลานนั้นจะตายไป นอกจากดงลานแล้ว พื้นที่อุทยานฯ ยังปกคลุมด้วยป่าเต็งรัง และป่าดงดิบที่อุดมสมบูรณ์ด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิด เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าและนกชนิดต่างๆ สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจภายในอุทยานฯ ได้แก่
อุทยานแห่งชาติทับลานที่ทำการอุทยานทับลาน
อุทยานแห่งชาติทับลาน

ขอบคุณ http://xn--22cj8cubve9dk2a2i8d2b.net/ 

Palio Khaoyai

Palio Khaoyai (ปาลิโอ  เขาใหญ่)

Palio Khaoyai (ปาลิโอ เขาใหญ่)

สถานที่ในเขาใหญ่ที่กำลัง HIP คือ Palio หรือ ปาลิโอ ตั้งอยู่บนถนนธนะรัชต์ หลักกิโลเมตรที่ 17 ติดกับโรงแรมจุลดิศ เขาใหญ่ รีสอร์ท แอนด์ สปา ท่านจะได้สัมผัส Palio เขาใหญ่ในบรรยากาศอิตาลี จนเผลอคิดว่าเราอยู่ในอิตาลีจริงๆ เพราะไม่ว่าจะเป็นอาคารถูกออกแบบให้เป็นกลุ่มอาคารถนนคนเดิน หรือสถาปัตยกรรมยุโรปโบราณแนวอิตาเลี่ยนสไตล์ที่รายล้อม แถมคำว่า Palio ยังเป็นภาษาอิตาเลียน หมายถึง "รางวัล" อีกด้วย

Palio เขาใหญ่

ร้านเล็กๆ น่ารักๆ เป็นแนวลดหลั่นเรียงกันมากมาย

ภายใน Palio เขาใหญ่ มีร้านเล็ก ๆ เป็นแนวลดหลั่นเรียงกันมากมาย มีสินค้าแทบจะทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น ของแต่งบ้าน, เสื้อผ้าแฟชั่น, เครื่องประดับ, เครื่องเสียง, งานดีไซน์ต่าง ๆ, ธนาคาร, ร้านขายของที่ระลึก, พืชผักปลอดสารพิษ ร้านไวน์ Coffee Shop, Pub & Restaurant, Bakery ร้านเสริมสวย Spa ร้านขายยา ร้านขายหนังสือ ศูนย์อาหาร ร้าน IT ฯลฯ โดยแต่ละร้านจะได้รับการออกแบบให้มีสไตล์ และเอกลักษณ์ของตัวเอง แต่กลมกลืนเข้าภูมิทัศน์ล้อมรอบที่ดำรงความเป็นธรรมชาติของเขาใหญ่
Palio เขาใหญ่

บรรยากาศสไตล์อิตาเลี่ยน

นอกจากนี้ยังมีพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ ได้แก่ สวนหย่อม น้ำพุ ลานอเนกประสงค์สำหรับจัดการแสดงหรือดนตรี ห้องแสดงสินค้าหรือนิทรรศการ แต่ถ้าอยากเต็มอิ่มกับ Palio เขาใหญ่ ก็ลองหาที่พักที่เหมาะสมกับกระเป๋าตัวเองที่มีให้เลือกหลายราคา และนี่ก็คือ Palio เขาใหญ่ สถานที่ท่องเที่ยวสุด Chic











Palio เขาใหญ่

หากอยากไปสัมผัสบรรยากาศสไตล์อิตาเลี่ยนแบบนี้ Palio เขาใหญ่ เปิดบริการทุกวัน
ตั้งแต่เวลา 10.00 - 22.00 น.








ที่พักแนะนำ ปากช่อง, เขาใหญ่, นครราชสีมา


ขอบคุณ www.palio Khaoyai.com

10 ที่เที่ยวในหน้าหนาวของไทย



อากาศบ้านเราเริ่มหนาวแล้ว สถานที่ต่างๆ เริ่มมีบรรดานักท่องเที่ยว ทยอยขึ้นดอยสัมผัสความหนาว ทะเลหมอก น้ำค้าง และสายลมกันบ้างแล้ว ชีวิตคนเมืองอย่างเราไม่ค่อยได้สัมผัสอากาศหนาวเท่าไรนัก (นอกจากความหนาวจาก แอร์คอนดิชั่น) แต่ถ้าเป็นต่างจังหวัด ก็พอจะมีโอกาสได้รับรู้ถึงความหนาวกันบ้าง ยิ่งบนยอดดอยไม่ต้องพูดถึง บางแห่งหนาวเกือบตลอดทั้งปี
       สำหรับวันนี้ เรามีสถานที่ ที่น่าสนใจ 10 แห่ง ที่มักจะมีนักท่องเที่ยวขึ้นมาสัมผัสความหนาวให้ได้รู้จักกัน ซึ่งแน่นอนว่าส่วนใหญ่อยู่ในเขตเทือกเขาทางภาคเหนือ ลองมาดูกันซิคะว่าเราเคยไปเที่ยวกันครบทั้งสิบแห่งหรือยัง


1. อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ 
ชื่อนี้มักจะเป็นติดอันดับต้นๆ ของการท่องเที่ยว เดิมชื่อว่า ดอยหลวง หรือ ดอยอ่างกา ดอยหลวง หมายถึงภูเขาที่มีขนาดใหญ่ ส่วนที่เรียกว่า ดอยอ่างกานั้น เพราะมีหนองน้ำอยู่แห่งหนึ่งลักษณะเหมือน อ่างน้ำ มีฝูงกาไปเล่นน้ำกันมากมาย จึงเรียกว่า อ่างกา หรือ ดอยอ่างกา
ดอยอินทนนท์ เป็นยอดดอยที่สูงที่สุดในประเทศไทย (2,599 เมตร) จึงทำให้มีสภาพอากาศหนาวเย็นตลอดปี สถานที่น่าสนใจในอุทยานฯ มี น้ำตกแม่ยะ น้ำตกแม่กลาง น้ำตกวชิรธาร น้ำตกสิริภูมิ ถ้ำบริจินดา โครงการหลวงอินทนนท์ และ เส้นทางศึกษาธรรมชาติหลายจุด


                                                น้ำตกแม่ยะน้ำสีโคลน

2. ดอยอ่างขาง
         เป็นที่ตั้งสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ภายในสถานีมีโครงการวิจัยผลไม้ ไม้ดอกเมืองหนาว งานสาธิตพืชไร่ แปลงทดลองปลูกไม้ผลเมืองหนาว สวนบอนไซ มีการจำหน่ายผลิตผลพืชผักเมืองหนาวที่ปลูก ในบริเวณโครงการฯ ให้แก่นักท่องเที่ยวตามฤดูกาล ในสถานีฯ มีที่พัก และมีสถานที่กางเต็นท์บริการแก่นักท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ


3. เขาค้อ – อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ 
เป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงของจังหวัดเพชรบูรณ์ ที่ชื่อว่าเขาค้อเป็นเพราะ ป่าบริเวณนี้มีต้นค้อขึ้นอยู่มาก เนื่องจากภูมิอากาศบนเขาค้อเย็นตลอดปี ค่อนข้างเย็นจัดในฤดูหนาว และมีทัศนียภาพสวยงาม จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดแห่งหนึ่ง ของเพชรบูรณ์ สถานที่น่าสนใจบนเขาค้อได้แก่ อนุสาวรีย์จีนฮ่อ ฐานอิทธิเจดีย์ พระบรมสารีริกธาตุเขาค้อ หอสมุดนานาชาติเขาค้อ พระตำหนักเขาค้อ น้ำตกศรีดิษฐ์ สวนสัตว์เปิดเขาค้อ และเนินมหัศจรรย์ หมู่บ้านคุ้มจุดชมวิวกิ่วลม หมู่บ้านนอแล และหมู่บ้านขอบด้ง หมู่บ้านหลวง
อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อน เป็นแหล่งต้นน้ำที่สำคัญของแม่น้ำหลายสาย สถานที่น่าสนใจ ในเขตอุทยานฯ ได้แก่ ทุ่งหญ้ากงวัง ถ้ำผาหงษ์ สวนสนบ้านแปก สวนสนภูกุ่มข้าว น้ำตกซำผักคาว น้ำตกทรายแก้ว น้ำตกทรายเงิน น้ำตกเหวทราย น้ำตกทรายทอง ภูผาจิต หนองปลาไหล หนองน้ำขุ่น น้ำตกตาดพรานบา ผาล้อม ผากอง ถ้ำใหญ่น้ำ
4. อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง 

        ด้วยสภาพอากาศที่เย็นสบายตลอดทั้งปี มีเทือกเขาและภูเขาสูง สลับซับซ้อน ครอบคลุมอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ภูเขาที่สูงที่สุด คือ ดอยช้าง เป็นป่าต้นน้ำลำธาร มีลำห้วยน้อยใหญ่มากมาย ฤดูหนาวอากาศเย็น ลมแรง


5. ภูชี้ฟ้า-ผาตั้ง จ.เชียงราย 
ภูชี้ฟ้า เป็นจุดชมวิวทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นอีกแห่งหนึ่ง มีลักษณะเป็นยอดเขาที่แหลมชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้า ยิ่งตอนที่พระอาทิตย์กำลังขึ้นมาตรงระหว่างปลายยอดเขา จะดูเหมือน เสือคาบแก้วมาก มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,628 เมตร ส่วนของหน้าผาเป็นแนวยาวยื่นไปทางฝั่งประเทศลาว
ดอยผาตั้ง อยู่บนเทือกดอยผาหม่น เป็นจุดชมวิวสองฝั่งโขง ไทย-ลาว และทะเลหมอก บนดอยมีหมู่บ้านชาวจีนฮ่อ ม้ง และเย้า โดยเฉพาะ ชาวจีนฮ่อนั้น อดีตเคยเป็น ส่วนหนึ่งของกองพล 93 ซึ่งอพยพเข้ามา ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ดอยผาตั้งนี้ ปัจจุบันประกอบอาชีพทางการเกษตร ปลูกพืชเมืองหนาว เช่น บ๊วย ท้อ สาลี่ แอปเปิ้ล
6. อุทยานแห่งชาติภูกระดึง 
    เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ได้รับความนิยมมากแห่งหนึ่ง ของเมืองไทย เพราะมีสภาพธรรมชาติสมบูรณ์ประกอบด้วยระบบนิเวศและ ภูมิประเทศหลากหลาย ทั้งทุ่งหญ้า ป่าสนเขา ป่าดิบ น้ำตกและ หน้าผาชมทิวทัศน์ ลักษณะเด่นของอุทยานฯ แห่งนี้คือเป็นภูเขาหินทราย ยอดตัด เป็นที่ราบขนาดใหญ่คล้ายใบบอนหรือรูปหัวใจ มีเนื้อที่ประมาณ 60 ตารางกิโลเมตร มีความสูง 400-1,200 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง จุดท่องเที่ยวประทับใจได้แก่ ผานกแอ่น ผาหล่มสัก ผาหมากดูด น้ำตกเพ็ญพบ น้ำตกถ้ำสอเหนือ-ใต้ สระอโนดาด เป็นต้น


7. อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า 
     ตั้งอยู่บนรอยต่อของสามจังหวัดคือ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และเลย ไร่ภูหินร่องกล้ามียอดเขาสูง 1,617 เมตร มีทิวทัศน์สวยงาม ปกคลุมด้วยป่าเต็งรังป่าดิบเขา และป่าสนเขา มีสนสองใบและสนสามใบ ขึ้นปะปนกัน และพบกล้วยไม้ดอกไม้ป่าหลายชนิดขึ้นอยู่ตามลานหิน เคยเป็นศูนย์กลางที่ตั้งฐานที่มั่นการเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ที่ใหญ่ และสำคัญที่สุดของภาคเหนือ จุดที่น่าสนใจ ลานหินปุ่ม ลานหินแตก น้ำตกหมันแดง เป็นต้น
8. ทุ่งบัวตองดอยแม่อูคอ – ดอยแม่เหาะ จ.แม่ฮ่องสอน

ดอยแม่อูคอ เป็นทุ่งดอกบัวตองที่มีพื้นที่ครอบคลุมเป็นเขากว้าง ประมาณ 1 พันไร่ ดอกบัวตองที่นี่เมื่อบานพร้อม ๆ กันในช่วงเดือน พฤศจิกายน-ธันวาคม จะเหลืองอร่ามปกคลุมทั่วทั้งภูเขา ดอยแม่เหาะ อยู่ริมทางหลวงหมายเลข 10-8 ตรงบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 84 เขตตำบลแม่เหาะ เป็นที่ตั้งของศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขา จังหวัดแม่ฮ่องสอน บริเวณนี้ มีภูมิประเทศที่งดงาม มีชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง อยู่เป็นส่วนมาก ในเดือนพฤศจิกายน ถึงธันวาคม ของทุกปี ดอกบัวตอง หรือทานตะวันป่า จะบานสะพรั่ง ไปทั่วหุบเขา สวยงามมากทีเดียว



9. อุทยานแห่งชาติภูเรือ 
เป็นภูเขาสูงใหญ่ บนยอดเขาเป็นที่ราบกว้างใหญ่ มีต้นสนขึ้นสลับซับซ้อน มีลักษณะแปลกคือ มีส่วนหนึ่งเป็นผา ชะโงกยื่นออกมาเหมือน หัวเรือสำเภาใหญ่ อุทยานแห่งชาติภูเรือ จุดที่น่าสนใจบนอุทยานได้แก่ ผาโหล่นน้อย ภูผาสาด และทะเลภูเขา ผาซับทอง หรือ ผากุหลาบขาว เป็นหน้าผาสูงชัน และแหล่งน้ำซับที่มีพืชน้ำไลเคนสีเหลืองคล้ายสีทอง ขึ้นเต็มไปทั่ว น้ำตกห้วยไผ่ เป็นน้ำตกที่ไหลจากหน้าผาสูงชัน ยอดภูเรือ เป็นจุดสูงสุดในอุทยานฯ สามารถมองเห็น แม่น้ำเหืองและแม่น้ำโขงที่กั้นพรมแดนระหว่างไทย-ลาว


10. อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว
 

         สภาพพื้นที่เป็นภูเขาสูงที่ป่าปกคลุมอากาศหนาวเย็นเกือบตลอดทั้งปี การเดินทางขึ้นดอยค่อนข้างลำบาก แต่เมื่อขึ้นไปถึงแล้วจะพบดอกไม้ป่า พันธุ์ต่าง ๆ เช่น ดอกหงอนนาค ดอกไม้ดินต่าง ๆ สวยงามมาก แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ได้แก่น้ำตกภูสอยดาว และลานสน




    ขอบคุณ    http//:www.muangthai.com